สำรวจความงามของงานศิลป์จากเปลือกหอยมุก: ANTARCTIQUE S ICE CLOUD และ PROMENADE MIDNIGHT PEARL
เจนีวา, กุมภาพันธ์ 2026 – Czapek & Cie เปิดตัวนาฬิการุ่นลิมิเต็ดอิดิชันสองเรือนที่สะท้อนทั้งศิลปะและความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคในการสร้างสรรค์หน้าปัดจากเปลือกหอยมุก: Antarctique S Ice Cloud และ Promenade Midnight Pearl ผลงานพิเศษทั้งสองรุ่นนี้คือการเฉลิมฉลองความงดงามตามธรรมชาติและประกายแสงอันน่าหลงใหลของมุก โดยใช้เทคนิคการตกแต่งที่แตกต่างกันออกไป และต่างก็เป็นผลงานที่ผลักดันขอบเขตของงานหน้าปัดนาฬิกาแบบดั้งเดิมให้ก้าวไกลยิ่งขึ้น
เปลือกในหอยมุก หรือ ‘มุก’ (Mother-of-Pearl) คือวัสดุที่งดงามสะกดสายตานักประดิษฐ์นาฬิกาและนักสะสมมาอย่างยาวนาน ด้วยประกายรุ้งและมิติความลุ่มลึกที่เป็นเอกลักษณ์ วัสดุจากธรรมชาตินี้ได้จากเปลือกด้านในของหอยมุก ซึ่งสามาถสะท้อนแสงให้ลวดลายดูแตกต่างออกไปอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีผลงานหน้าปัดนาฬิกาเรือนใดเหมือนกันเลยแม้แต่เรือนเดียว สำหรับการเปิดตัวครั้งนี้ Czapek ได้ร่วมมือกับ GT Cadrans ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตหน้าปัดที่ตั้งอยู่ใกล้เมืองโลซานน์ เพื่อรังสรรค์ผลงานการตกแต่งมุกที่แตกต่างกันสองแนวทางที่ล้วนต้องอาศัยทักษะและความแม่นยำในระดับสูงสุด
Antarctique S Ice Cloud: ถ่ายทอดความงามของเมฆผ่านเปลือกในหอยมุก
Antarctique S Ice Cloud ถ่ายทอดภาพหมู่เมฆเหนือภูมิทัศน์ผืนน้ำแข็งอย่างงดงามราวบทกวี ผ่านเทคนิคหายากที่เรียกว่า nacre brouillée หรือ เทคนิคการฝังมุกแบบกระจายซึ่งเป็นเทคนิคพิเศษซึ่งแทบไม่ปรากฏให้เห็นแล้วในผลงานนาฬิกาสมัยใหม่ เทคนิคนี้เองที่สร้างผลงานศิลปะที่งดงามเหนือจริง ราวกับเมฆบางเบาลอยเคลื่อนอยู่บนท้องฟ้าสีอ่อนจาง
ขั้นตอนเริ่มจากการใช้มุกสีขาวขัดเงาเป็นฐาน แล้วค่อย ๆ ฝานให้บางจนเหลือเพียง 0.2 มิลลิเมตร หรือบางพอ ๆ กับกระดาษสองแผ่นวางซ้อนกัน จากนั้นช่างฝีมือจะลงน้ำยาเคลือบด้านหลังของมุกด้วยพู่กันขนม้า แต่ละฝีแปรงที่ปาดแต้มน้ำยาเคลือบล้วนถ่ายทอดลวดลายเมฆที่แตกต่างกันไป ทำให้หน้าปัดทุกเรือนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สำหรับรุ่น Ice Cloud จะใช้น้ำยาเคลือบที่มีโทนสีฟ้าเย็น สื่อถึงบรรยากาศเยือกแข็งของท้องฟ้าแถบแอนตาร์กติก และยังเข้ากับบุคลิกสปอร์ตหรูของนาฬิกาได้อย่างลงตัว
กระบวนการนี้เต็มไปด้วยความท้าทายเชิงเทคนิค การลงน้ำยาเคลือบต้องอาศัยการควบคุมที่แม่นยำ หากน้อยเกินไปผลลัพธ์ที่ต้องการจะหายไป แต่ถ้ามากเกินไปหน้าปัดก็จะหนาเกินจนประกอบไม่ได้ ช่างฝีมือต้องรักษาความสอดคล้องขององค์ประกอบโดยรวมทั้งหมด และโอบรับความแตกต่างที่ทำให้ผลงานแต่ละชิ้นมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละเรือนไปพร้อม ๆ กัน เมื่อการตกแต่งเสร็จสิ้น หน้าปัดจะถูกนำไปอบในเตาที่อุณหภูมิสูงกว่า 100°C เป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อทำให้น้ำยาเคลือบติดถาวร ก่อนขั้นตอนการอบยังสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดได้ด้วยการทำความสะอาดและเริ่มใหม่ แต่หากผ่านขั้นตอนการอบร้อนแล้ว ชิ้นงานจะไม่สามารถถูกมาแก้อีก
ที่ GT Cadrans มีเพียงช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สามารถทำเทคนิค nacre brouillée อันละเอียดอ่อนนี้ได้ ทักษะที่หายากเช่นนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความพิเศษและความเป็นเอกสิทธิ์ของนาฬิการุ่นนี้
Antarctique S Ice Cloud ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 10 เรือนเท่านั้น
Promenade Midnight Pearl: นวัตกรรมที่ได้รับการจดสิทธิบัตร
Promenade Midnight Pearl ถือได้ว่าเป็นผลงานที่ซับซ้อนยิ่งกว่า ด้วยโครงสร้างแบบแซนด์วิชที่ได้รับการจดสิทธิบัตร โดยการวางชั้นแก้วอเวนจูรีนทับบนเปลือกในหอยมุกตาฮิติ เทคนิคเชิงนวัตกรรมนี้มีสิทธิบัตรคุ้มครอง และเป็นเทคนิคพิเศษที่มีช่างผู้เชี่ยวชาญเพียงสองคนที่ GT Cadrans เท่านั้นที่สามารถทำได้ ผลลัพธ์คือหน้าปัดที่เปี่ยมไปด้วยมิติและความลึกลับเหนือธรรมดา
วัสดุฐานของหน้าปัดรุ่นนี้คือมุกตาฮิติที่ได้รับคัดเลือกมาด้วยโทนสีเทาที่โดดเด่น พร้อมประกายรุ้งธรรมชาติในเฉดสีม่วงและสีเขียว แผ่นมุกที่บางเพียง 0.2 มิลลิเมตรนี้ถูกวางทับด้วยแก้วอเวนจูรีนสีน้ำเงิน ซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์ที่มีอนุภาคโลหะละเอียด ให้ประกายระยิบระยับดุจแสงดาว แก้วอเวนจูรีนถูกฝานให้บางราว 0.2 มิลลิเมตรเช่นกัน ทำให้หน้าปัดทั้งหมดมีความหนาเพียงประมาณ 0.4 มิลลิเมตร ซึ่งบางยิ่งกว่าบัตรเครดิตขนาดมาตรฐานทั่วไปเสียอีก
การสร้างผลงานให้มีความสมดุลบนวัสดุที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคทางเทคนิค การประกอบวัสดุเปราะบางทั้งสองชั้นต้องทำด้วยมือทั้งหมด และต้องอาศัยความแม่นยำระดับสูงสุด ขั้นตอนการเจาะและตัดชิ้นงาน ไม่ว่าจะเป็นเส้นรอบนอกของหน้าปัด การเจาะรูตรงกลาง หรือช่องสำหรับตัวเลขและหลักชั่วโมง ต้องใช้อาศัยการตั้งค่าเครื่อง CNC อย่างระมัดระวังเพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ความท้าทายที่สำคัญที่สุดอยู่ที่การทำหน้าปัดย่อยหน่วยวินาทีที่ตำแหน่ง 4:30 นาฬิกา ซึ่งต้องใช้วิธีการเซาะร่องลงบนชั้นแก้วอเวนจูรีนอย่างแม่นยำ โดยไม่กระทบต่อชั้นมุกด้านล่างหรือทำให้ความหนาที่กำหนดไว้ผิดเพี้ยน
ความบางเฉียบของชั้นแก้วอเวนจูรีนทำให้เปราะและแตกหักได้ง่ายระหว่างการฝาน จึงต้องอาศัยทักษะ ความอดทน และประสบการณ์สูง ผลลัพธ์ของงานที่ละเอียดอ่อนนี้คือหน้าปัดที่เปล่งประกายราวกับแสงเหนือโลก ประกายธรรมชาติของมุกตาฮิติถูกกรองผ่านอเวนจูรีนที่พร่างพรายดุจดวงดาว สร้างเอฟเฟกต์ที่ชวนให้นึกถึงท้องฟ้ายามเที่ยงคืนสะท้อนบนผืนน้ำที่สงบนิ่ง
ในจำนวนการผลิตลิมิเต็ดอิดิชันที่จำกัดเพียงเพียง 38 เรือนนั้น แต่ละหน้าปัดของ Promenade Midnight Pearl ล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากการกระจายประกายของแก้วอเวนจูรีนและการเล่นแสงประกายรุ้งของมุกที่ไม่มีชิ้นใดเหมือนกันเลย และเม้ว่าช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญจะคอยควบคุมให้ “ไฟ” ของมุก หรือมุมที่ชิ้นงานส่องประกายงามที่สุด ปรากฏอย่างชัดเจนสม่ำเสมอในทุกเรือน แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติของวัสดุเอง ทำให้หน้าปัดแต่ละเรือนจึงแตกต่างกันอย่างแท้จริง ไม่มีเรือนไหนซ้ำกัน
“นาฬิกาทั้งสองรุ่นนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Czapek ในการสร้างสรรค์งานฝีมือเชิงศิลป์และนวัตกรรม” Xavier de Roquemaurel, CEO ของ Czapek กล่าว “Antarctique Ice Cloud และ Promenade Midnight Pearl ต่างก็เผยให้เห็นมิติที่แตกต่างของความงามจากมุก ซึ่งถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคที่ต้องอาศัยความอดทน ความชำนาญ และความเข้าใจลึกซึ้งในวัสดุธรรมชาติ และด้วยความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือที่ GT Cadrans วิสัยทัศน์เหล่านี้จึงปรากฏเป็นจริงขึ้นได้”
Alexis Chevalier แห่ง GT Cadrans กล่าวเสริมว่า:
“การทำงานในโปรเจกต์เหล่านี้กับ Czapek เป็นทั้งความท้าทายและความภาคภูมิใจ เทคนิค nacre brouillée ต้องอาศัยสัมผัสที่ละเอียดอ่อนและประสบการณ์ยาวนาน ขณะที่โครงสร้างแบบแซนด์วิชของมุกและแก้วอเวนจูรีนที่ได้รับการจดสิทธิบัตรก็ผลักดันขีดจำกัดทางเทคนิคไปอีกขั้น แต่ละหน้าปัดคือประจักษ์พยานแห่งทักษะของช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญ และเราภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นเอกลักษณ์เหล่านี้”
ความเป็นเลิศแห่งการสร้างสรรค์ผลงานโดยผู้ผลิตอิสระ
Antarctique S Ice Cloud มาพร้อมตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38.5 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไกอัตโนมัติ Calibre SXH5 ที่ Czapek พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด จุดเด่นคือไมโครโรเตอร์แบบเยื้องศูนย์ ผลิตจากแพลทินัม 950 รีไซเคิล 100% กลไกนี้มีสะพานจักรฉลุโปร่งเจ็ดชิ้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ของ François Czapek เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมที่งดงามและโปร่งใส กลไก SXH5 ทำงานด้วยความถี่ 4Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) มีชุดบาลานซ์วีลแบบปรับแรงเฉื่อยได้ โดยมีสกรูทองคำ 4 ตัวสำหรับปรับแต่ง มอบความเที่ยงตรงสูงและพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมงแม้จะมีตลับลานเพียงชิ้นเดียว งานขัดตกแต่งทั้งหมดอยู่ในระดับเรือนเวลาชั้นสูงหรือ haute horlogerie ไม่ว่าจะเป็นการเจียรเหลี่ยมมุมภายในด้วยมือ ขอบสะพานจักรที่ขัดเงา ด้านข้างที่ขัดเส้นตรง และสะพานจักรสีดำที่ผ่านการพ่นทราย
Promenade Midnight Pearl ในตัวเรือนสเตนเลสสตีลขนาด 38 มม. ขับเคลื่อนด้วยกลไก Calibre SXH5.1 ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ปรับแต่งจากกลไกรุ่นเดิมที่แบรนด์พัฒนาและผลิตขึ้นเอง โดยเพิ่มการแสดงวินาทีบนหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 4:30 แทนการแสดงวินาทีตรงกึ่งกลาง การปรับเปลี่ยนจุดนี้ช่วยเสริมความสมบูรณ์ให้กับดีไซน์หน้าปัดที่ไม่สมมาตร ขณะเดียวกันยังคงคุณสมบัติทางเทคนิคอันโดดเด่นเช่นเดิ ทั้งเส้นผ่านศูนย์กลาง 30 มม. ความสูง 4.2 มม. จำนวนชิ้นส่วน 127 ชิ้น ใช้ทับทิมกันสึก 26 เม็ด และพลังงานสำรอง 60 ชั่วโมง
ทั้งสองกลไกสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ Czapek ในการสร้างสรรค์คาลิเบอร์ที่งดงามทั้งด้านศิลป์และเชิงวิศวกรรม มอบกลไกที่น่าหลงใหลเมื่อมองผ่านฝาหลังกระจกแซฟไฟร์พอ ๆ กับความเที่ยงตรงและความซับซ้อนทางเทคนิคที่แฝงอยู่ภายใน
ตั้งแต่ปี 2022 เป็นต้นมา Czapek ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตนาฬิกาอิสระเต็มรูปแบบ พัฒนากลไกขึ้นเองภายใน พร้อมทั้งร่วมงานกับช่างฝีมือชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ในการพัฒนาตัวเรือน หน้าปัด และชิ้นส่วนเฉพาะทาง แนวทางนี้ทำให้ Czapek สามารถผสานความเชี่ยวชาญระดับสูงสุดในทุกแขนงของการทำนาฬิกา โดยยังคงความเป็นอิสระและสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างสมบูรณ์ ด้วยโรงงานของแบรนด์เองที่ La Chaux‑de‑Fonds และสำนักงานใหญ่ในเจนีวา Czapek จึงยืนหยัดในฐานะหนึ่งในแบรนด์ผู้ผลิตที่โดดเด่นที่สุดของโลกนาฬิกาอิสระร่วมสมัย



