เบาบางแต่ทรงพลังบนเส้นทางใหม่
CZAPEK & CIE ตีความสามรุ่นเอกลักษณ์ของ ANTARCTIQUE ด้วยวัสดุไทเทเนียม
เจนีวา เมษายน 2026 – เรื่องน้ำหนักของนาฬิกามักเป็นหัวข้อที่ถูกหยิบยกมาถกเถียงกันอยู่เสมอ: สำหรับบางคน การได้รู้สึกถึงน้ำหนักของนาฬิกาอย่างชัดเจนบนข้อมือนั้นช่วยให้รู้สึกหนักแน่นและมั่นใจ ขณะที่อีกหลายๆ คนกลับชื่นชอบและเชื่อว่าความรู้สึกเบาสบายต่างหากคือที่สุดของการเลือกนาฬิกาสวมใส่สบายอย่างแท้จริง ในงาน Watches and Wonders Geneva ครั้งนี้ Czapek & Cie จึงเฉลิมฉลองเสน่ห์เชิงสปอร์ตและคุณสมบัติเด่นด้านอัตราส่วนความแข็งแรงอันน่าประทับใจเมื่อเทียบกับน้ำหนักของไทเทเนียม ด้วยการเปิดตัว Antarctique รุ่นลิมิเต็ดเอดิชันสามรุ่น ได้แก่ Antarctique Dark Sector, Révélation และ Tourbillon Cosmic Blue
ไทเทเนียมถือได้ว่าเป็นหนึ่งในโลหะที่มีสมรรถนะสูงที่สุดที่มนุษย์รู้จัก มีคุณสมบัติเด่นคือน้ำหนักเบา แต่มีความเหนียวและแข็งแกร่งเหนือชั้น เป็นมิตรต่อผิว ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือระคายเคืองได้ง่าย ทนทานต่อการกัดกร่อน ต้านทานแม่เหล็ก มีค่าการนำความร้อนและไฟฟ้าต่ำ และทนต่อการใช้งานในระยะยาวได้อย่างดีเยี่ยม แต่ในขณะเดียวกัน ไทเทเนียมก็เป็นวัสดุที่มีต้นทุนกระบวนการสกัดสูงและขึ้นรูปได้ยาก ซึ่งความตรงข้ามโดยสิ้นเชิงนี้เองที่สะท้อนบุคลิกแบบสุดขั้วความแตกต่างของ Czapek ได้อย่างน่าสนใจ
หน้าปัดสุดพิเศษของนาฬิการุ่นลิมิเต็ดเอดิชันทั้งสามรุ่นนี้ ผ่านการพัฒนามาเพื่อขับเน้นโทนสีเทาเงินของไทเทเนียมให้ยิ่งโดดเด่น โดยหน้าปัด Cosmic Blue ที่เป็นสิทธิบัตรเฉพาะของ Czapek เอง ซึ่งถูกเลือกมาอย่างพิถีพิถันจากการทดลองคัดสรรสีน้ำเงินแซฟไฟร์หลากหลายเฉดสี จนได้โทนที่ลึกและเข้มที่สุดตามที่ต้องการ และแฝงลูกเล่นลวงตาในสไตล์ที่ซ่อนความสนุกเล็ก ๆ ไว้แบบ Czapek นั่นคือ การเลือกใช้สีน้ำเงินที่ดูเหมือนแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละรุ่น แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงผลจากวัสดุและพื้นผิวที่ต่างกันซึ่งสะท้อนและดูดซับแสงในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง
“สีสัน และอิสระในการได้เล่นสนุก ทดลองสร้างสรรค์ในรูปแบบต่าง ๆ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญเสมอในเส้นทางการแสวงหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อถ่ายทอดความงาม” Xavier de Roqumaurel ซีอีโอของ Czapek & Cie กล่าว “เราได้พัฒนาโทน Cosmic Blue ขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับ Antarctique Tourbillon รุ่นแรก แต่เมื่อค้นพบว่ามันเข้ากันได้อย่างงดงามกับโทนสีของไทเทเนียม เราจึงตัดสินใจรอและใช้มันเป็นเรื่องราวที่เชื่อมโยงทั้งสามรุ่นใหม่นี้เข้าด้วยกัน”
ตัวเรือนไทเทเนียมและสายนาฬิกายังคงยึดตามรหัสการออกแบบของคอลเลกชัน Antarctique อย่างครบถ้วน ทั้งกระจกแซฟไฟร์ทรงกล่อง ขอบตัวเรือนทรงโค้งแคบ และสายนาฬิกาแบบอินทิเกรตที่มีข้อกลางรูปตัว C ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ทำด้วยวัสดุไทเทเนียม พร้อมทางเลือกทั้งแบบขัดด้านเต็มพื้นที่หรือแบบผสมระหว่างขัดด้านและขัดเงา สายนาฬิกายังมาพร้อมระบบปรับขนาดแบบไมโครของ Czapek เพื่อให้สามารถสวมใส่ได้กระชับพอดี และระบบ ‘easy release’ ที่ช่วยให้สามารถเปลี่ยนจากสายโลหะไปเป็นสายยางที่บรรจุมาในกล่องได้อย่างสะดวกภายในเวลาไม่กี่นาทีเท่านั้น
คอลเลกชัน Antarctique เปิดตัวรุ่น Dark Sector ซึ่งเป็นรุ่นวัสดุไทเทเนียม หน้าปัดดีไซน์โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ เป็นครั้งแรกในปี 2003 และในครั้งนี้ Czapek ได้หยิบรุ่นดังกล่าวกลับมาตีความใหม่ โดยผสานไทเทเนียมเข้ากับโทน Cosmic Blue พร้อมการตกแต่งแบบ velouté finish ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มมิติและความเข้มลึกให้กับสีสันได้อย่างน่าประทับใจ
ผลงานการตีความใหม่ในรูปแบบสดใสและแตกต่างจากแนวคิดดั้งเดิมของหน้าปัดรุ่นเซกเตอร์ โดยมาพร้อมขีดเครื่องหมายหน่วยวินาทีแบบรางสุดคลาสสิก ซ้อนด้วยวงกลมสองชั้นที่ขัดเงาและโค้งเล็กน้อยเป็นทรงโดม วงกลมเหล่านี้ถูกเว้นช่องไว้ทั้งหมด 12 ตำแหน่ง ซึ่งที่ว่างเหล่านั้น ทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายหลักชั่วโมง แทนที่จะใช้ตัวเลขหรือหลักชั่วโมงแบบทึบ เมื่อเข็มทรงดาบเคลือบสารเรืองแสงเคลื่อนที่ไปบนหน้าปัด จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดอ่อนให้ผู้สวมใส่ได้ชม นั่นคือ เมื่อถึงเวลาแต่ละชั่วโมง เข็มชั่วโมงชี้ไปยังช่องว่าง และเข็มนาทีรวมถึงปลายสีแดงของเข็มวินาทีจะค่อย ๆ เคลื่อนผ่านและปิดทับช่องว่างเหล่านั้น การออกแบบขีดบอกเวลาแบบรางนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากสะพานจักรของกลไก Calibre SXH5 โดยยังคงแก่นแท้ไว้ด้วยพื้นที่ตรงกลางที่เว้นว่าง ล้อมกรอบด้วยพื้นผิวที่ยกสูงขึ้นและขัดเงาอย่างประณีตของวงกลมทั้งสอง
ฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นของกลไก Calibre SXH5 ที่มาพร้อมสะพานจักรแบบสเกเลตันหรือฉลุโปร่งทั้งเจ็ดชิ้น ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาพกในศตวรรษที่ 19 ของ François Czapek และไมโครโรเตอร์ไมโครที่ติดตั้งแบบเยื้องศูนย์ งานตกแต่งเชิงศิลป์เน้นการเล่นล้อกับความแตกต่าง อาทิ การแต่งพื้นผิวพ่นทรายให้สัมผัสด้านตัดกับความเงางามของการลบเหลี่ยมและการขัดเงาด้วยมืออย่างประณีต รวมถึงสะพานจักรแกนกลางวัสดุสตีลที่ขัดเงาแบบ black-polished จนเรียบเนียนดุจกระจก กลไก SXH5 ถูกสร้างขึ้นเพื่อเปิดตัวคอลเลกชัน Antarctique ในปี 2020 และถือเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของ Czapek ในฐานะกลไกแรกที่ออกแบบและพัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ผสมผสานความงามในแบบเรือนเวลาชั้นสูง (Haute Horlogerie) เข้ากับความแม่นยำและสมรรถนะของนาฬิกาสปอร์ต ไมโครโรเตอร์ไมโครแบบหมุนสองทิศทางทำจากวัสดุแพลทินัม 950 รีไซเคิล เพื่อให้ได้แรงเฉื่อยที่เหมาะสมที่สุด บาลานซ์วีลทำงานด้วยความถี่ 4Hz (28,800 ครั้งต่อชั่วโมง) และตลับลานเดี่ยวได้รับการพัฒนาให้มีกำลังสำรองสูงถึง 60 ชั่วโมง
Antarctique Dark Sector Cosmic Blue ตัวเรือนขนาด 40.5 มม. และรุ่น ‘S’ ขนาด 38.5 มม. โดยผลิตจำกัดจำนวนเพียง 25 เรือนสำหรับรุ่น 40.5 มม. และ 10 เรือนสำหรับรุ่น 38.5 มม.
ในปี 2023 Czapek ได้ผลักดันพรมแดนด้านสุนทรียะของคอลเลกชัน Antarctique ด้วยรุ่น Révélation ที่เผยให้เห็นความงามเชิงกลไกได้อย่างเต็มตา กลไก Calibre SXH7 แม้จะพัฒนาโดยอาศัย SXH5 เป็นรากฐาน แต่เป็นการออกแบบใหม่ทั้งชุด ซึ่งไม่ใช่เพียงปรับโครงสร้างเดิมให้กลายเปิดโปร่งแบบโอเพนเวิร์ก หากเกิดจากแรงบันดาลใจของนักสะสมที่อยากเห็นกลไกในมุมกลับด้าน กลไกเอสเคปเมนท์จึงถูกจัดวางใหม่ให้มองเห็นได้จากฝั่งของหน้าปัด พร้อมเผยกลไกที่เข็มวินาทีหยุดเดินทันทีที่เม็ดมะยมถูกดึงออกเพื่อปรับตั้งเวลาได้อย่างชัดเจน แท่นเครื่องผ่านการออกแบบให้มีโครงสร้างสเกเลตันทั้งหมด จนเกิดภาพลวงตาให้ดูเสมือนภายในประกอบไปด้วยสะพานหลายต่อหลายชิ้น สะท้อนสถาปัตยกรรมของ SXH5 อย่างมีชั้นเชิง ขณะที่เข็มวินาทีถูกย้ายไปอยู่บนหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 4:30 น. เนื่องจากไม่สามารถเชื่อมต่อเข้ากับสะพานจักรที่ตำแหน่งกึ่งกลางหน้าปัดได้ และเพื่อคงความโปร่งใสไว้ให้มากที่สุด ขีดเครื่องหมายหน่วยวินาทีถูกออกแบบให้ปรากฏอยู่บนแผ่นหน้าปัดย่อยคริสตัลแซฟไฟร์รมควันที่เชื่อมต่อกับชิ้นส่วนรางแสดงหน่วยชั่วโมงและนาทีอย่างแนบเนียน และเมื่อชิ้นส่วนไมโครโรเตอร์สามารถมองเห็นได้ทั้งสองด้าน ชิ้นส่วนนี้จึงผ่านการสลักและขัดแต่งอย่างละเอียดประณีตอย่างเต็มรูปแบบ
แม้การออกแบบจะเน้นความโปร่งใสและการเปิดเผยกลไกให้ได้ชม แต่ Czapek ก็ให้ความสำคัญกับการอ่านค่าเวลาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายโดยเฉพาะในนาฬิกาแบบโปร่ง สำหรับ Antarctique Révélation Titanium Cosmic Blue รุ่นใหม่นี้ สี Cosmic Blue อันเข้มลึกของหน้าปัดรอบนอกเมื่อจับคู่กับตัวเรือนและองค์ประกอบเชิงกลไกภายใน ยิ่งสร้างจุดที่ดึงดูดสายที่แข็งแกร่งและชัดเจน ทำให้การบอกเวลาโดดเด่นและอ่านค่าได้ง่ายขึ้น
Révélation Titanium ตัวเรือน Antarctique ขนาด 40.5 มม. และรุ่น Antarctique S ขนาด 38.5 มม. จะผลิตโดยจำกัดจำนวนการผลิต ไม่เกิน 50 เรือนต่อปีสำหรับรุ่น 40.5 มม. และไม่เกิน 25 เรือนต่อปีสำหรับรุ่น 38.5 มม.
เมื่อ Antarctique Tourbillon ถือกำเนิดขึ้น หลักการออกแบบสำคัญคือการนำองค์ประกอบหลักของกลไก Calibre 9 มาเผยให้เห็นบนด้านหน้าปัด โดยจัดวางฟลายอิงทูร์บิญอง ชุดเฟือง และตลับลาน ให้เรียงตัวอย่างสมบูรณ์บนแกนแนวตั้ง ราวกับลอยอยู่เหนือพื้นผิวลวดลายหมุนเกลียวซึ่งเป็นเอฟเฟกต์ลวงตาที่เกิดจากการสลักลายกิลโยเช่ ‘Singularité’ ด้วยมือ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย Metalem พันธมิตรที่ร่วมงานกับ Czapek มายาวนาน ชื่อของลวดลายนี้ได้แรงบันดาลใจจากคำศัพท์ดาราศาสตร์ คำว่า singularity อันหมายถึงตำแหน่งต่าง ๆ ในจักรวาล อันเป็นที่ที่กาลเวลาและพื้นที่กลายเป็นอนันต์และไม่อาจแยกแยะได้ อย่างเช่น หลุมดำ เป็นต้น
หนึ่งปีหลังการเปิดตัว ผลงานรุ่นไทเทเนียมพร้อมหน้าปัด Cosmic Blue ได้ขับเน้นมิติแห่งการแสดงผลบนหน้าปัดให้ยิ่งเข้มลึกสะดุดตา สร้างภาพลวงตาเสมือนความลึกอันไร้ขอบเขต ณ ใจกลางหน้าปัด และยกระดับความบริสุทธิ์ของโครงสร้างกลไกที่ลอยอยู่เหนือพื้นว่าง ความแตกต่างสุดขั้นระหว่างหน้าปัดสีน้ำเงินเข้มลึก และขีดเครื่องหมายหลักชั่วโมงซึ่งติดตั้งไว้บนขอบด้านในของหน้าปัดแทนที่จะอยู่บนหน้าปัดโดยตรงแบบนาฬิกาทั่วไป ยิ่งเพิ่มความเด่นชัดให้กับการบอกเวลา พื้นสีน้ำเงินเข้มชัด ยังล้อกับแสงเงาที่สะท้อนกับขอบสะพานจักรทรงเรียวยาวที่ขัดแต่งเหลี่ยมมุมด้วยมืออย่างประณีต และสะพานยึดตลับลานแบบโอเพนเวิร์ก รวมทั้งพื้นผิวแขนด้านบนของกรงทูร์บิญองที่ขัดซาตินไว้อีกด้วย ขณะที่ด้านหลังของกลไก โรเตอร์หรือจานเหวี่ยงขึ้นลานวัสดุทองทำ 18k ถูกออกแบบให้ดูเสมือยลอยตัวอยู่เหนือโครงสร้างอื่น พื้นผิวโค้งเว้าผ่านการแกะสลักด้วยมือเป็นลวดลายที่ได้แรงบันดาลใจจากหลุมดำโดย Michèle R. ช่างแกะสลักอิสระผู้มากด้วยทักษะและประสบการณ์ และเป็นที่รักและเคารพอย่างยิ่งสำหรับ Czapek
กลไก Calibre 9 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในวิวัฒนาการเชิงเทคนิคของ Czapek เพราะเป็นกลไกชุดแรกที่ไม่เพียงผ่านการออกแบบพัฒนาโดยแบรนด์เองทั้งหมด แต่ยังผ่านกระบวนการผลิตและประกอบชิ้นส่วนส่วนใหญ่ภายในโรงงานของแบรนด์เองอีกด้วย ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคยังสะท้อนให้เห็นรูปทรงเรขาคณิตแบบใหม่ของทูร์บิญอง ที่อาศัยกรงไทเทเนียมทรงนูนที่ผ่านการขึ้นรูปอย่างประณีต รวมถึงเฟืองเม็ดมะยมหมุนทวนเข็มนาฬิกาที่ต้องพัฒนาระบบฟันเฟืองเฉพาะขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ โรงงานใน La Chaux-de-Fonds ของแบรนด์เดินหน้าสั่งสมทักษะขยายขีดความสามารถของตนเองอย่างต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการงานการตกแต่งชิ้นส่วนได้เองภายใน เช่น การขัดมุมลบเหลี่ยมด้วยมือ การพ่นทรายพื้นผิวสะพานจักรแกนกลางขนาดใหญ่ที่ทอดผ่านแนวหน้าปัด ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าของ Calibre 9 รุ่นล่าสุดได้อย่างชัดเจน
Antarctique Tourbillon Titanium Cosmic Blue นำเสนอในตัวเรือนขนาด 40.5 มม. และจะผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 25 เรือนเท่านั้น
“เราตัดสินใจเลือกกลไกทั้งสามรุ่นนี้ เพราะแต่ละรุ่นล้วนเป็นหมุดหมายสำคัญในวิวัฒนาการของ Czapek” Xavier de Roquemaurel กล่าว “กลไก SXH5 คือกลไกแรกที่เราออกแบบ พัฒนา และประกอบขึ้นเองทั้งหมด และได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเราไปแล้ว ส่วน Révélation ทำให้เราสามารถนำพากลไกดั้งเดิมนั้นไปในทิศทางใหม่ โดยขับเน้นความงามในอีกมิติหนึ่ง ส่วน Calibre 9 คือหมุดหมายสำคัญในการขยายขีดความสามารถของโรงงาน เพราะนอกจากการออกแบบและพัฒนากลไกเองแล้ว เรายังสามารถขึ้นรูปและขัดแต่งชิ้นส่วนส่วนใหญ่ได้ภายในโรงงานของเราเองได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว”
“ในเส้นทางสู่ความเป็นเลิศในฐานะแบรนด์ผู้ผลิตนาฬิกาอิสระ เราไม่มีเจตนาที่จะตัดขาดจากพันธมิตรภายนอก เพราะเรายึดมั่นในหลักการ établissage อย่างลึกซึ้ง” เขากล่าวเสริม “การขยายขีดความสามารถภายในทำให้เรามั่นใจได้ว่าเราสามารถคงความเป็นอิสระไว้ได้อย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันก็ยังคงเปิดกว้างในการดึงความเชี่ยวชาญของผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของสวิตเซอร์แลนด์มาร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นการผลิตตัวเรือน หน้าปัด หรือชิ้นส่วนเฉพาะทางบางประเภท”
นาฬิกา Antarctique Titanium Cosmic Blue ใหม่ล่าสุดทั้งสามรุ่น จะเปิดให้สั่งจองล่วงหน้าผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของ Czapek ทั่วโลก รวมถึงบูติกในเจนีวา และทางเว็บไซต์ Czapek.com
